
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ ร่วมกับ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญวัสดุยั่งยืนเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน จัดงานบรรยายและเสวนาในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานด้วย AI: ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทย สู้ค่าไฟแพง” ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์


การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลังวิจัยไทยสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคอุตสาหกรรม” คุณธเนศ วัฒนโกสิน ประธานกรรมการ บริษัท กรีนโนเปีย จำกัด ได้นำเสนอการต่อยอดผลงานวิจัยจากคณะวิศวฯ จุฬาฯ สู่การใช้งานจริง ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยี Smart Grid, AI และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม


โดยวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนยังมีความผันผวนตามสภาพอากาศ กรีนโนเปีย จึงได้นำองค์ความรู้ด้านระบบกักเก็บพลังงานมาผสานกับ AI ที่สามารถพยากรณ์สภาพอากาศและคาดการณ์การใช้ไฟฟ้า เพื่อช่วยวางแผนการจัดการพลังงานในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟสูงสุด ซึ่งเป็นช่วงกลางวันที่ค่าไฟฟ้ามีอัตราสูงที่สุด


เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้สูงถึงประมาณปีละ 6 ล้านบาท มีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ย 4 ปี และยังได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ทั้งยังช่วยลดคาร์บอนได้เทียบเท่าปีละ 600 ตัน นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยติดตามและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานแบบต่อเนื่องทั้งปี เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาว


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “AI กับทางออกอุตสาหกรรมไทยในยุคพลังงานแพง” โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.อุทัยพร สุริยประภาดิลก (วิทยาลัยปิโตรเลียมฯ จุฬาฯ) รศ.ดร.ชนินทร์ ปัญจพรผล (วิศวกรรมเคมี ม.เกษตรฯ) คุณธนสาร ตั้งจักรสุวรรณ (พีทีที จีซี) คุณพีรพงศ์ เอกวงศ์ (ปตท.สผ.) พร้อมด้วย อ.ดร.ณัฐพงศ์ ซื่อวิริยพันธุ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม


โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคอุตสาหกรรม คือ การลดต้นทุนการผลิตควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ AI สามารถเข้ามามีบทบาทได้ตั้งแต่การบริหารจัดการวัตถุดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ไปจนถึงการวางแผนการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม


อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรมยังมีความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านคุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูลที่ใช้ฝึกฝนโมเดล ตลอดจนการขาดแคลนบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญทั้งในสาขาอุตสาหกรรมเฉพาะทางและทางด้าน AI โดยวิทยากรเน้นย้ำว่า การพัฒนา AI ที่น่าเชื่อถือจำเป็นต้องอาศัยหลักการทางฟิสิกส์เป็นกรอบกำกับการเรียนรู้ของโมเดลที่พัฒนาขึ้น ควบคู่กับการตรวจสอบและตัดสินใจโดยมนุษย์


ผู้ร่วมเสวนายังเห็นพ้องว่า การเร่งพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับบุคลากรในทุกระดับ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนการผลิตรวมทั้งด้านพลังงาน นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.หทัยกานต์ มนัสปิยะ ให้เกียรติกล่าวปิดงาน พร้อมมอบของที่ระลึกแก่วิทยากรและผู้ร่วมเสวนา โดยเนื้อหาตลอดการบรรยายและเสวนาได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย อันเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการก้าวสู่ความยั่งยืน


