
ความท้าทายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรมใหม่ แต่คือการผลักดันให้งานวิจัยสามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้จริง แนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอโดยวิทยากรระดับโลก Mr. Alistair D’Rozario และ Mr. Narith Phadungchai ใน Special Lecture & Workshop หัวข้อ “Accelerating Deep-Tech Innovation into Sustainable Impact” เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ




ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป ขณะนี้ผู้ประกอบการและบริษัทเกิดใหม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล ห้องปฏิบัติการ และแหล่งทุนสนับสนุนจากภาครัฐและมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น ช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินทุนและเปิดโอกาสให้การพัฒนาเทคโนโลยีเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากกว่าในอดีต




วิทยากรยังชี้ว่า ความยั่งยืนไม่ใช้ต้นทุนหรือภาพลักษณ์ขององค์กร แต่เป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ โดย Deep Tech จะมีบทบาทสำคัญในการทำให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีราคาถูกลงและเข้าถึงคนได้มากขึ้น จนสามารถแข่งขันได้ในตลาดและเกิดการใช้งานอย่างแพร่หลาย




อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การต่อยอดผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ใช้งานจริง เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับตลาด พร้อมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านเครื่องมือทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสังคมได้จริง




สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.หทัยกานต์ มนัสปิยะ หัวหน้าโครงการเรื่อง “การบ่มเพาะบุคลากรวิจัยระดับหลังปริญญาเอก หลังปริญญาโท ผ่านแพลตฟอร์มศูนย์ความเป็นเลิศ เพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (รุ่นที่ 6)” ได้นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการ พร้อมด้วยนักวิจัยหลังปริญญาเอก ต่อ ดร.ศิริพร ลาภเกียรติถาวร และ ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วมงาน


ผลงานครอบคลุมการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์และเซนเซอร์ชีวภาพ สารคงตัวในอาหารจากน้ำล้างแป้งมัน เทคโนโลยีการผลิตนมต้นทุนต่ำ ปั๊มความร้อนประหยัดพลังงาน ระบบเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานชีวมวลและการจัดการพลังงานในอาคาร ตลอดจนเยื่อกรองดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยรุ่นใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์




กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ และศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญวัสดุยั่งยืนเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน ในการพัฒนากำลังคนวิจัยควบคู่กับการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง เชื่อมโยงองค์ความรู้ การลงทุน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งสร้างเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตของประเทศ


