ร้อน แล้ง ทุบสถิติ! เหตุผลที่เราต้องคุยเรื่อง ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ในปีที่โลกเดือดที่สุด

เรื่องโดย ฤทธิเดช แววนุกูล

บทสัมภาษณ์ คุณนุสรา จริยะสกุลโรจน์ ผู้ประสานงานโครงการวิจัยชำนาญการพิเศษ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และที่ปรึกษาด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

The Era of Global Boiling has Arrived” คำประกาศของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations; UN) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ได้ตอกย้ำว่า เราได้สิ้นสุด “ยุคโลกร้อน (Global Warming)” และกำลังเข้าสู่ “ยุคโลกเดือด (Global Boiling)” และในวันที่คำว่า “โลกเดือด” ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2569 นี้ ที่นักวิทยาศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกต่างส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้มถึงการมาเยือนของปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่คาดว่าจะรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 100 ปี และอาจส่งผลกระทบให้ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนทำลายสถิติทะลุ 45 องศาเซลเซียส พร้อมด้วยภัยแล้งที่ยาวนานและรุนแรงเป็นประวัติการณ์

ท่ามกลางวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้วนี้ ประเทศไทยยังคงมีพันธกิจสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) ภายในปี ค.ศ. 2050 และ Net Zero Emissions (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ภายในปี ค.ศ. 2065 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดยั้งไม่ให้โลกวิกฤตไปมากกว่านี้

แต่คำถามที่อยู่ในใจใครหลายคนคือ ในปีที่ต้องรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญนี้ เป้าหมายระดับชาติเหล่านั้นจะขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไรในทางปฏิบัติ และภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย จะปรับตัวอย่างไรให้รอดพ้นจากภัยแล้ง พร้อมๆ กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน

วันนี้ PETROMAT Today Online ได้รับเกียรติจาก คุณนุสรา จริยะสกุลโรจน์ ผู้ประสานงานโครงการวิจัยชำนาญการ จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และที่ปรึกษาด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับการเปลี่ยนงานวิจัยระดับสูงให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติจริงของภาคธุรกิจ โดยคุณนุสราจะมาให้คำตอบในคอลัมน์ The Story แบบเจาะลึกกันว่า จากความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และปิโตรเคมี นำมาสู่การวางรากฐาน “ฉลากคาร์บอน” บนผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร และในวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญปีนี้ ทำไมเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ทางเลือก แต่คือทางรอดเดียวที่ส่งผลต่อปากท้องและอนาคตของพวกเราทุกคน

PETROMAT: จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจ อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณนุสราเลือกเรียนและทำงานในสายวิทยาศาสตร์ ปิโตรเคมี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งดูเป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับคนทั่วไปครับ?

คุณนุสรา: ขอตอบตรงๆ จากชีวิตจริงเลยนะคะ (หัวเราะ) ไม่มีจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่อะไรเลยค่ะ เริ่มต้นจากการตามเพื่อนล้วนๆ ตอนมัธยมต้นเคยอยากเป็นหมอ แต่พอไปฝึกงานที่โรงพยาบาล ก็รู้เลยว่าไม่ใช่ทางเพราะกลัวผีและกลัวความมืดค่ะ (หัวเราะ) เลยหันมาเลือกวิทยาศาสตร์ตามกลุ่มเพื่อน คิดแค่ว่ามันกว้าง เรียนไปก่อน แล้วค่อยดูทีหลังว่าจะไปทางไหน

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย สมัยนั้นเรียกกันว่า ระบบเอ็นทรานซ์ เราผู้ซึ่งไม่ชอบอ่านหนังสือสอบ ก็เลยทำคะแนนออกมาได้ไม่ดี แต่คะแนนสอบเอ็นทรานซ์ก็พอจะเข้าคณะวิทยาศาสตร์ได้ จึงลองยื่นคะแนน และได้เข้ามาเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สุดท้ายจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ค่ะ (พยายามมากเกือบจะไม่ได้แล้ว) จากนั้นออกมาทำงานได้ 3 – 4 ปี เพื่อนก็มาชวนเรียนต่อปริญญาโท ก็ตามเพื่อนอีกเหมือนเดิม ได้เข้าเรียน Environmental Engineering ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ … เนื้อหาความรู้ยากมากค่ะ เพราะข้ามจากวิทยาศาสตร์มาสู่วิศวกรรมศาสตร์ พอเรียนจบ บอกตัวเองเลยว่า “รอดแล้ว เราจะไม่ทำงานด้านนี้แน่นอน!”

แต่สุดท้ายชีวิตก็พาให้มาอยู่ตรงนี้ค่ะ เมื่อพี่ที่ทำงานด้วยกันมาชวนไปอบรมคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นเพื่อน จึงได้มีโอกาสฟังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ละเอียดมากขึ้นกว่าตอนเรียน อีกทั้งเทคโนโลยีต่างๆ และการช่วยให้เข้าถึงข้อมูลในปัจจุบันที่ง่ายขึ้น ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ทุกวันนี้เราได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่ร้อนถึงร้อนมาก น้ำท่วม ฝนตกหนัก หรือภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และในโลกธุรกิจ บริษัทต่างๆ ทั่วโลกก็กำลังพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ดิฉันจึงสนใจศึกษาและพัฒนาความรู้คาร์บอนฟุตพริ้นท์เพิ่มเติม และพยายามถ่ายทอดความรู้ด้านนี้ให้เป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ และนั่นคืองานที่ทำมาจนถึงทุกวันนี้ เพิ่มเติมจากหน้าที่หลักของการเป็นผู้ประสานงานโครงการวิจัยค่ะ

PETROMAT: หน้าที่ปัจจุบันที่ PETROMAT ในฐานะ “ผู้ประสานงานโครงการวิจัยชำนาญการ” งานวิจัยที่คุณนุสราดูแลอยู่ จะช่วยเปลี่ยนชีวิตประจำวันของพวกเราหรือช่วยโลกได้อย่างไรบ้างครับ?

คุณนุสรา: ที่ PETROMAT ดิฉันทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญกับภาคอุตสาหกรรมค่ะ พูดง่ายๆ คือ ดูแลและช่วยประสานงานโครงการให้องค์ความรู้หรืองานวิจัยของอาจารย์ สามารถนำมาช่วยหรือใช้งานได้จริงในโลกธุรกิจ

สิ่งที่น่าสนใจมาก คือในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โครงการจากภาคอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน โครงการวิจัยที่ดูแลอยู่ตอนนี้ มากกว่าร้อยละ 80 มุ่งเน้นไปที่การลดและดูดซับก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Smart Materials ที่ช่วยดักจับคาร์บอนหรือลดการใช้พลังงาน การใช้เทคโนโลยีแบบจำลอง หรือการนำ Agentic AI เข้ามาช่วยพัฒนาและปรับปรุงระบวนการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจไม่ได้วัดกันแค่คุณภาพและราคาอีกต่อไปแล้วค่ะ หลายประเทศและองค์กรชั้นนำทั่วโลกเริ่มกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขในการทำธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมากคือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปต้องแสดงข้อมูลการปล่อยคาร์บอนตลอดกระบวนการผลิต ถ้าปล่อยมากก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอนเพิ่ม ซึ่งกระทบโดยตรงกับผู้ส่งออกไทยในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ซีเมนต์ หรือกลุ่มปิโตรเคมี

นอกจากนี้ยังมีนโยบาย การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) ที่กำหนดให้คู่ค้าต้องแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีแผนลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม บริษัทไหนที่ยังไม่ปรับตัว ก็อาจหลุดออกจาก Supply Chain ของบริษัทใหญ่ระดับโลกได้เลยค่ะ งานวิจัยที่ดูแลจึงไม่ได้แค่ช่วยโลก แต่ยังช่วยให้ภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้บนเวทีโลกด้วยค่ะ

แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร? จริงๆ แล้วมันใกล้ตัวกว่าที่คิดมากค่ะ หากภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง อากาศที่เราหายใจก็จะสะอาดขึ้น อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นทุกปีก็คงจะชะลอลงได้ ฤดูกาลที่แปรปรวนและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นก็จะลดความถี่ลง และในระยะยาว ต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่เราซื้อทุกวันก็ได้รับผลดีตามมาด้วยค่ะ

PETROMAT: บทบาทที่ปรึกษา อบก. สำหรับคนทั่วไปแล้ว “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์” คืออะไร และในฐานะที่ปรึกษา อบก. คุณนุสราเข้าไปช่วยให้สินค้าต่าง ๆ ในไทยมีสลากลดโลกร้อนได้อย่างไร? (ขอคำตอบแบบลดศัพท์เทคนิค เช่น ถ้าต้องการอธิบายให้คุณยายฟังนะครับ)

คุณนุสรา: ถ้าต้องอธิบายให้คุณยายฟังจริงๆ  คงจะบอกว่า… คุณยายลองนึกภาพขวดน้ำดื่มสักขวดหนึ่งนะคะ ตั้งแต่ขั้นตอนการขุดน้ำมันดิบขึ้นมาเพื่อทำเม็ดพลาสติก จากเม็ดพลาสติกเอามาผลิตเป็นขวด น้ำจากแหล่งน้ำต้องเอามาผ่านกระบวนให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค และบรรจุน้ำลงในขวด ขนส่งมาวางในร้าน จนถึงมือคุณยาย ขวดที่ดื่มหมดแล้วก็จะส่งไปรีไซเคิลหรือทิ้งรวมในกองภูเขาขยะ ทุกขั้นตอนที่กล่าวมานั้นปล่อยก๊าซกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “ก๊าซเรือนกระจก” ออกมาค่ะ ก๊าซพวกนี้แหละที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ดังนั้นคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ก็คือ การคิดว่าขวดน้ำใบนี้ปล่อยก๊าซออกไปทั้งหมดเท่าไหร่ ตั้งแต่ต้นจนจบค่ะ

แล้วฉลากคาร์บอนที่เห็นติดอยู่บนสินค้าบางชิ้น ก็เป็นป้ายที่บอกคุณยายว่า “สินค้าชิ้นนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปเท่านี้นะ” หรือถ้าเป็นฉลากลดโลกร้อน ฉลากจะเป็นสีทองค่ะ ก็แปลว่า “ผู้ผลิตพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากเดิมได้แล้วนะคะคุณยาย”

ในฐานะที่ปรึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อบก. ดิฉันเข้าไปช่วยบริษัทต่างๆ คำนวณและประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกขั้นตอนการผลิตสินค้าค่ะ ซึ่งฟังดูง่าย แต่จริงๆ แล้วละเอียดมาก ต้องติดตามข้อมูลตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ จนถึงมือผู้บริโภค เมื่อคำนวณครบแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการทวนสอบและสุดท้ายบริษัทก็สามารถยื่นขอฉลากกับ อบก. ได้ค่ะ

ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ ฉลากลดโลกร้อน ที่ติดบนสินค้านั้น ไม่ได้แค่บอกตัวเลขนะคะ แต่ยังสื่อว่าบริษัทนั้นใส่ใจเรื่องภาวะโลกร้อนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วยค่ะ และในฐานะผู้บริโภค เราก็มีข้อมูลในการเลือกซื้อสินค้าที่ดีต่อโลกได้มากขึ้นด้วยค่ะ

PETROMAT: มุมมองต่อ “โลกเดือด” ในฐานะคนส่งสัญญาณเตือนภัยด้านสิ่งแวดล้อม คุณนุสราคิดว่าสถานการณ์โลกร้อนในปัจจุบันวิกฤตขนาดไหน และกำลังกระทบชีวิตคนไทยในเรื่องใดชัดเจนที่สุด?

คุณนุสรา: รู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้เริ่มเข้าขั้นวิกฤตแล้วค่ะ ไม่ใช่แค่คำเตือนในอนาคตอีกต่อไป แต่มันกำลังเกิดขึ้นจริงกับคนไทยในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคืออากาศที่ร้อนจัดขึ้นทุกปี บางพื้นที่แห้งแล้งแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะเดียวกันก็มีฝนตกรุนแรงจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมค่ะ แต่นี่คือลักษณะของสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดจากภาวะโลกร้อน และสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ได้เชื่อมโยง คือ ราคากาแฟ โกโก้หรือผลผลิตทางการเกษตรที่แพงขึ้นในช่วงนี้ ก็เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนจนพืชเหล่านี้ปลูกได้ยากขึ้นด้วยค่ะ

ข้อมูลจาก Global Climate Risk Index 2025 ที่จัดทำโดย GERMANWATCH จัดอันดับประเทศเสี่ยงสูงด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าอยู่อันดับ 4 และฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 10 ค่ะ แปลว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรากำลังเผชิญความเสี่ยงนี้หนักมากกว่าหลายส่วนของโลก

ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดแค่เรื่องอากาศร้อนค่ะ แต่จะลามไปถึงความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และเศรษฐกิจของประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าค่ะ

PETROMAT: ใครคือคนรับผิดชอบหลัก? ระหว่าง “โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” กับ “ประชาชนตัวเล็กๆ” ใครควรมีบทบาทสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ และเราจะรับผิดชอบร่วมกันอย่างไร?

คุณนุสรา: มองว่าคำถามนี้ไม่มีคำตอบว่าใคร “ควรรับผิดชอบมากกว่ากัน” ค่ะ เพราะทุกฝ่ายต้องทำพร้อมกัน แต่บทบาทหน้าที่แตกต่างกัน

มันเหมือนกับการแข่งขันฟุตบอลค่ะ โรงงานอุตสาหกรรมก็เหมือนกองหน้าที่ต้องแบกรับหน้าที่หนักที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต แต่จะชนะได้ต้องอาศัยทีมทั้งหมด และทีมนั้นก็รวมถึงพวกเราทุกคนในฐานะผู้บริโภคด้วยค่ะ เพราะทุกครั้งที่เราเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากคาร์บอน หรือเลือกแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เราก็กำลังส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวตาม เพราะท้ายที่สุดแล้วธุรกิจอยู่ได้ด้วยเงินของผู้บริโภคนั่นเองค่ะ

แต่ทั้งโรงงานและผู้บริโภคก็ยังต้องการ “กรรมการในสนาม” อยู่ดีค่ะ นั่นก็คือภาครัฐ ลองนึกภาพถนนที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ทุกคนอาจตั้งใจขับรถดีแค่ไหน แต่ก็คงเกิดอุบัติเหตุอยู่ดี ถ้ารัฐออกนโยบายที่จริงจัง เช่น ภาษีคาร์บอน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทุกฝ่ายก็จะขยับตามได้เร็วและมีทิศทางชัดเจนขึ้นมากค่ะ

จากประสบการณ์ที่เข้าไปทำงานกับบริษัทต่างๆ จะพบบ่อยว่าโรงงานหลายแห่งอยากเปลี่ยนแปลงจริงๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน และบางครั้งก็ลงทุนทำฉลากคาร์บอนไปแล้ว แต่ผู้บริโภคยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันเท่าที่ควร เลยกลายเป็นวงจรที่ต่างฝ่ายต่างรอกันอยู่ค่ะ โรงงานรอสัญญาณจากผู้บริโภค ผู้บริโภครอให้โรงงานเปลี่ยนก่อน รัฐก็รอดูว่าตลาดจะไปทางไหน

ดังนั้นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับทุกฝ่ายพร้อมกัน คือกุญแจที่จะทำให้วงจรนี้หมุนไปข้างหน้าได้จริงๆ ค่ะ

PETROMAT: ฮาวทูลดคาร์บอนสไตล์คนธรรมดา สำหรับคนทั่วไปที่อยากช่วยลดโลกร้อนแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน มีทริคง่ายๆ ในการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมาแนะนำไหมครับ?

คุณนุสรา: คำถามนี้ดีค่ะ เพราะหลายคนคิดว่าการช่วยโลกต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ แต่จริงๆ แล้วเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันได้เลย

เริ่มจากจานข้าวเราก่อนเลยค่ะ การผลิตเนื้อสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง ลองเพิ่มการทานผักแทนเนื้อสัตว์บ้างก็ช่วยได้แล้วค่ะ และอีกเรื่องที่ทำได้ทันทีคือ ทานให้หมดจาน เพราะอาหารที่เหลือทิ้งทุกจานนั้นไม่ได้แค่เสียเปล่า แต่ยังปล่อยก๊าซมีเทนตอนที่ย่อยสลายในภูเขาขยะอีกด้วยค่ะ

แยกขยะก่อนทิ้ง เรื่องนี้ดูเหมือนเล็กน้อยแต่สำคัญมากค่ะ ขยะที่แยกถูกต้องสามารถนำไปรีไซเคิลได้ ลดการเผาและฝังกลบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล แค่แยกขวดพลาสติก กระดาษ และขยะเปียกออกจากกัน ก็เริ่มต้นได้ดีแล้วค่ะ

ปิดไฟและถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าแค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ ก็ยังมีการกินไฟอยู่ เรียกว่า “Vampire Energy” เลยค่ะ

ซื้อน้อยลง เลือกให้มากขึ้น ก่อนซื้ออะไรก็ตาม ลองถามตัวเองก่อนว่า “จำเป็นจริง ๆ ไหม?” และถ้าซื้อ ก็เลือกสินค้าที่มีฉลากคาร์บอนหรือฉลากลดโลกร้อนค่ะ

อีกสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ค่ะ คือ โหลดแอป “Net Zero Man” ของ อบก. ซึ่งเป็นเครื่องมือคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชีวิตประจำวันของคนไทยโดยเฉพาะ ลองกรอกกิจกรรมในแต่ละวัน แล้วเราจะเห็นเลยว่าตัวเองปล่อยคาร์บอนไปเท่าไหร่ พอเห็นตัวเลขแล้ว ก็จะทำให้อยากเปลี่ยนพฤติกรรมเองค่ะ

เชื่อว่าถ้าทุกคนเริ่มทำสักหนึ่งอย่างจากที่บอกไป และชวนคนรอบข้างทำด้วย ผลลัพธ์จะใหญ่กว่าที่เราคิดมากค่ะ

PETROMAT: เจาะลึกคอร์สอบรม คอร์สอบรมที่คุณนุสราเปิดสอนคือหลักสูตรเกี่ยวกับอะไร? คนที่ไม่มีพื้นฐานเลยสามารถมาเรียนเพื่อไปต่อยอดกับธุรกิจหรือองค์กรในยุค ESG ได้อย่างไรบ้างครับ?

คุณนุสรา: ถ้าองค์กรหรือธุรกิจของคุณยังไม่รู้จะเริ่มต้นเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากตรงไหน PETROMAT มีคำตอบให้ค่ะ

หลักสูตรด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ PETROMAT หรือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอน เป็นหลักสูตรที่ออกแบบให้ทุกคนเรียนได้ เราพยายามปรับเนื้อหาวิชาการที่เข้าใจยาก เป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ เข้าใจง่าย ดังนั้นผู้เรียนไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อนเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ฝ่าย HR ฝ่ายจัดซื้อ หรือแม้แต่คนที่เพิ่งได้ยินคำว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ครั้งแรก

หลักสูตรที่เปิดสอนครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบ คือ ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานสำหรับคนที่อยากเข้าใจว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์คืออะไร ไปจนถึงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และองค์กร ตามมาตรฐาน อบก. เพื่อขอขึ้นทะเบียนและขอการรับรองจาก อบก. ได้จริง หรือตามมาตรฐาน ISO 14064-1 หรือ ISO 14067 เราก็สามารถเปิดสอนหรือรับเป็นที่ปรึกษาให้ได้ค่ะ

และที่ตอบโจทย์ธุรกิจในยุคนี้ คือ เรายังให้บริการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับยื่น CBAM ซึ่งเป็นมาตรการภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรปที่กำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ส่งออกไทยในอีกไม่ช้านี้ รวมถึงหลักสูตรการตั้งเป้าหมาย Net Zero ตามแนวทางของ อบก. ที่อ้างอิง Science Based Target ซึ่งเป็นมาตรฐานที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกใช้กันอยู่ค่ะ

พูดง่ายๆ คือมาเรียนกับเราแล้ว องค์กรของคุณจะพร้อมรับมือกับทุกมาตรฐานและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะมาในอนาคตอันใกล้นี้ได้เลยค่ะ

สนใจติดต่อจัดอบรมได้ที่คุณพรพิมล ชุ่มแจ่ม (คุณเมย์) เบอร์โทร 022184172 หรือ Pornpimol.Chu@chula.ac.th ไม่ว่าจะเป็นการอบรมภายในองค์กร หรืออยากเข้าร่วมหลักสูตรที่เปิดรับสมัครทั่วไป ยินดีออกแบบหลักสูตรให้เหมาะกับองค์กรของคุณโดยเฉพาะเลยค่ะ

PETROMAT: ส่งต่อแรงบันดาลใจ อยากให้คุณนุสราฝากข้อคิดหรือคำแนะนำถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาทำงานขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในประเทศไทยครับ

คุณนุสรา: ถ้าคุณกำลังมองหางานที่ “ทำแล้วรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย” อยากแนะนำเลยว่า งานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คือ คำตอบ ค่ะ

และล่าสุดกระทรวง อว. ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการแล้วว่า อาชีพด้าน ESG และ Sustainability คือ อาชีพแห่งอนาคตที่ประเทศไทยยังขาดแคลนกำลังคนอย่างเร่งด่วน ภาคธุรกิจกำลังหาคนที่ทำงานด้านนี้ได้จริงๆ อยู่ แต่คนที่มีทักษะยังมีน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการ ดังนั้นนี่คือโอกาสของคนรุ่นใหม่ค่ะ

สิ่งที่อยากฝากไว้คือ อย่าคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนสายนี้ ดิฉันเองยังเริ่มต้นจากการตามเพื่อนเข้ามาเรียนโดยไม่มีแผนอะไรเลย แต่พอได้ลงมือทำจริงก็พบว่างานนี้ต้องการคนหลากหลายมาก ๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเรียนบัญชี การตลาด กฎหมาย วิศวกรรม หรือแม้แต่ศิลปะ ทุกทักษะล้วนมีที่ทางในโลกของ ESG ทั้งสิ้นค่ะ

มาร่วมกันเปลี่ยนโลกและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทักษะให้กับทุกคนที่อยากเดินบนเส้นทางนี้ด้วยกัน ขอบคุณค่ะ

การพูดคุยกับคุณนุสราในวันนี้ ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า เป้าหมาย Carbon Neutrality หรือ Net Zero ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทยักษ์ใหญ่หรือหน่วยงานรัฐฝ่ายเดียวอีกต่อไป และยิ่งในสถานการณ์ที่ ซูเปอร์เอลนีโญ กำลังเตือนเราอย่างรุนแรง ทุกการเลือกซื้อสินค้าที่มีสลากคาร์บอน หรือทุกพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเรา คือการหยอดตู้เซฟต่ออายุให้โลกใบนี้

สุดท้ายนี้ PETROMAT ขอขอบคุณ คุณนุสรา จริยะสกุลโรจน์ เป็นอย่างสูง ที่สละเวลามาส่งต่อทั้งแรงบันดาลใจ ความรู้ที่ย่อยง่าย และพลังบวกในการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมให้กับพวกเราในวันนี้ครับ

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ
อาคารวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้น 7 ห้อง 705/1
254 ซอยจุฬาฯ 12 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
  02 2184141-2
  petromat@chula.ac.th